[Song Fiction] Share my World [Bas x Sin]

posted on 06 Oct 2012 10:27 by yusayo1994 in FicTion directory Fiction
ห่างหายไปนานราวๆปีนึงจากบล็อกนี้
 
พอได้กลับมาเขียนอันนี้แล้วรู้สึกอยากกลับมาอีกหลายๆรอบจัง..
 
 
อย่าหานัทซินจากฟิคนี้นะคะ :D
 
Fiction : Share my world [Bas x Sin]
Writer : 12DWCEMBER

----------------------------------------------------------------------------



See you at the station,

rain pours down on the pavement.


              ชานชาลาสถานีรถไฟใต้ดินย่านสีลมเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย เม็ดฝนยังคงร่วงหล่นมาให้พื้นคอนกรีตสีเทาชข้างนอกุ่มฉ่ำ ร่างบางเจ้าของเรือนผมยาวเดินไปหยุดตรงหน้าประตูกระจกที่พร้อมจะเปิดได้ เมื่อรถไฟเข้าเทียบชานชาลา พลันสายตาเหลือบไปเห็นชายคนที่คุ้นตาเป็นอย่างดี ซินเดินเข้าไปทักทายทันที

“อ้าวบาส บังเอิญจัง กำลังจะกลับคอนโดเหรอ?”

“ป่าว จะไปทำงานน่ะ”

“ว้า เสียดายจัง ไม่มีคนกลับด้วยเลย”

“ฮ่ะๆ เอาไว้คราวหน้าละกันนะ รถไฟมาแล้ว ไปก่อนนะ บาย”

“อื้ม แล้วเจอกัน”


เรากับบาสอยู่คอนโดเดียวกัน ห้องติดกัน เราเจอกับบาสบ่อยๆตอนที่เรากลับไป และตอนนั้นบาสจะเดินสวนออกมา และตอนที่เราออกไป บาสก็จะกลับห้อง เราเจอกันแบบนี้ตลอด เรารู้จักกันได้เพราะตอนนั้นฝนตก เราต้องรีบออกไปเพราะนัดลูกค้าไว้ ไปแบบเปียกๆนั่นแหละ แล้วเดินสวนกับบาสพอดี บาสเลยเอาร่มให้เรายืม นั่นแหละ จุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้จักกัน




Is there really no one waiting up back home?




              เราอยู่คอนโดคนเดียว บอกตรงๆว่าเราไม่ชอบเลยนะที่ต้องอยู่คนเดียว และตอนที่เจอบาส เราก็ถามตัวเองตลอดเลยว่า

              “ต้องกลับคนเดียวอีกแล้วเหรอ...?”

              และอีกสิ่งที่ทำให้เป็นแบบนี้ได้ นั่นเพราะ
                ...เราชอบบาส

They may say I'm crazy,

'cos I take things way so easy.

 

 

               เราคุยเรื่องนี้กับแป้งทางโทรศัทพ์ เพื่อนร่วมงานสาวน้อยผู้น่ารักของเรา ดีที่เธอเป้นน้องที่สนิทมากจนเราไว้ใจได้ และมั่นใจว่าน้องแป้งคงไม่เอาไปพูดให้ใครฟังแน่นอน

              “แป้ง วันนี้พี่เจอบาสอีกแล้ว เจอที่รถไฟใต้ดิน บังเอิญมากเลย”
              “แล้วพี่ซินทำไงอะ?”
              “ก็..คุยกันนิดหน่อยแล้วก็ต่างคนต่างไป”

“อ้าว เอาอีกแล้วนะพี่ซิน แป้งก็บอกแล้วไงว่าลองชวนเขาไปกินข้าวดูบ้าง”

“ก็เขาไปทำงาน พี่ไม่กล้าไปรบกวนเวลาเค้าหรอก”

“พี่ซินนี่สุดยอดจริงๆเลย ชอบเค้า แต่ไม่กล้าแสดงออก เป็นแป้งนะ แป้งจะเข้าไปจีบก่อนเลย ฮ่าๆ”

“เดี๋ยวเถอะแป้ง ถ้ายังแซวต่อ พี่ให้แป้งเลี้ยงสตาร์บัคเจ็ดวันต่อสัปดาห์เลยเอ้า!”

“โธ่ พี่ซินล่ะก็ แซวแค่นี้ไม่ได้ บู่วๆ”


   

เป็นใคร ก็คงคิดว่าสิ่งที่เราทำมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย ก็อย่างว่านะ เราเป็นผู้ชาย บาสก็เป็นผู้ชาย ถ้าเราไปชวนหรือไปเล่นกับเขาก่อน แม้แต่มองหน้า เราคงไม่ได้ทำอีกแน่นอน เราเลยต้องทำเป็นเหมือนเพื่อนข้างห้องเท่านั้น


But they don't know

how much I've got to show.


              แต่ก็คงไม่มีใครรู้ว่าเรานั้นต้องทนกับความรู้สึกแบบนี้แค่ไหน หลายครั้งที่เราอยากจะย้ายห้องออกไปอยู่ที่อื่น เพราะเรา “แอบชอบเขาข้างเดียว”

Dreaming of you always,

Riding on the subway



              ตลอดทางที่เรานั่งอยู่บนรถไฟ แม้ว่าจะมีเสียงจะจอโฆษณาที่อยู่เหนือหัว คนคุยกัน หรือเสียงเพลงที่ดังมาจากหูฟังข้างๆจนน่ารำคาญ ทุกเสียงนั้นมันไม่ได้ทำให้เราหลุดออกจากความคิดในตอนนี้ได้เลย

              เราไม่เข้าใจตัวเองว่าเราชอบบาสเพราะอะไร แล้วเริ่มชอบตั้งแต่เมื่อไหร่ สิ่งที่เรารู้มีเพียงสิ่งเดียว คือความหวังดีจากร่มคราวนั้นมันทำให้เราแน่ใจตัวเองว่าเราชอบคนๆนี้

Sitting all alone it seems so wrong.


              เก้าอี้ทั้งสองข้างว่างแล้ว แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันธรรมดา แต่ด้วยความที่ยังไม่ถึงเวลา รถไฟขบวนนี้เลยไม่ค่อยมีคน อยู่ๆความว่างเปล่า ความเหงา และความโดดเดียวก็เข้ามาทักทาย

“..ถ้ามีคนมานั่งด้วยก็คงจะดี”



เพียง แค่คิดในใจ อยู่ๆใครก็มีผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้เดินมานั่งข้างๆ ผู้ชายหน้ามึนเหมือนคนยังไม่ตื่น ซึ่งก็..อืม ยังไม่ตื่นจริงๆนั่นแหละ จะว่าไป.. ก็คล้ายกับบาสอยู่นะ แต่เราจำได้ว่าบาสดูดีกว่านี้ อืม.. ช่างเถอะ


See how hard you're working. Things they got you are doing.

Nothing but the night to call you own


“หวัดดีบาส วันนี้ก็รีบอีกแล้วใช่มั้ยเนี่ย ฮ่ะๆ”

“ใช่ครับ ลูกค้ารอผมอยู่น่ะ เลยต้องรีบไป”

“อ๋อ.. ไงก็เดินทางปลอดภัยละกันนะ”

“ครับ แล้วเจอกัน บาย”


หลายครั้งที่เดินสวนกับบาสหน้าคอนโดบ้าง ในล็อบบี้บ้าง หรือตอนที่เราเดินออกมาจากห้องบ้าง เรามักจะเห็นสีหน้าของบาสเคร่งเครียดเกือบทุกครั้ง บางครั้งก็คุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น เห็นแต่ละทีแล้วนึกสงสารบาสอยู่หน่อยๆ เราไม่รู้หรอกว่าบาสทำงานอะไร แต่ดูท่าแล้ว คงเป็นงานที่ต้องติดต่อผู้คนมากหน้าหลายตาแน่ๆ


.

.

.


              เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากจริงๆ


              เรามารู้ทีหลังว่า..


              บริษัทเรากับบาสโคกันอยู่...
              ใช่.. ตอนนี้เรารู้แล้วว่าบาสทำงานอะไร บริษัทเรารับจ้างออกแบบกราฟฟิคดีไซน์ ส่วนบาส บาสเป็นเออีของค่ายเพลงที่เราต้องออกแบบกราฟฟิคให้ทุกอย่างที่เขาจ้างมา
   

But under moonlit clouds and seaside sounds,

I feel so fine


              เรารู้ก็เพราะว่าวันนี้บริษัทเราพามาเที่ยวทะเลตอนสิ้นปี ซึ่งบริษัทที่โคกันอยู่ก็มาด้วย แล้วแน่นอน บุคคลสำคัญของค่ายเพลงอย่างเออีบาสก็คงไม่พลาด

               เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังไม่ขาดสาย ท้องฟ้ายามราตรีใกล้รุ่งสางสว่างด้วยแสงจันทร์ ตอนนี้เป็นเวลาที่ทุกคนกำลังเข้าสู่นิทรา แต่เราอยากตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นเลยออกมาเดินเล่นริมทะเล ถึงมันจะมืดจนน่ากลัว แต่เสียงลมทะเลมันทำให้เรารู้สึกดีขึ้น และสายตาเราก็ไปสะดุดกับชายร่างใหญ่ที่คุ้นตา

              เราตัดสินใจเดินเข้าไปหาบาส

              “ไมคิดเลยจริงๆนะว่าบาสเป็นเออี”
              “ผมก็ไม่คิดเหมือนกันว่าคุณ..เอ่อ..”
              “ซินครับ ไม่แปลกใจเลยที่จำชื่อเราไม่ได้ ฮ่ะๆ”
              “อะ..ครับ ผมก็ไม่คิดเหมือนกันว่าคุณซินจะทำอยู่บริษัทนี้”

บทสนทนาประสาเพื่อนข้างห้องที่ไม่ค่อยมีเวลาคุยกันนั้นมีมาเรื่อยๆราวกับว่าได้ปลดปล่อยคำพูดที่อยากคุยตลอดออกมาจนหมด


รวมไปถึง..


“เอ่อ บาส เรามีเรื่องจะบอก แต่เรากลัวบอกไปแล้วบาสอาจจะเกลียดเราไปเลยก็ได้นะ..”

“เรื่องอะไรเหรอครับ?”

“คือ.. เรา.. เราชอบบาสนะ..”


พลันความเงียบก็รุมเร้า เหลือเพียงแต่เสียงคลื่นซัดและเสียงลมทะเล บาสมองหน้าซินอย่างประหลาดใจนิดหน่อย ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อเมื่อได้พูดความในใจออกไป


เตรียมใจไว้อยู่แล้ว


ว่ามันต้องจบด้วยน้ำตา


“งั้น..ผมก็มีเรื่องจะบอกคุณเหมือนกัน..”


    เกลียดเราสินะ..?


“คุณ ซินรู้มั้ยครับว่าตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเดินสวนกัน ผมหลงไหลคุณมากตั้งแต่ตอนนั้นแล้วนะ หลายครั้งที่เราเจอกันในคอนโด ผมแอบมองคุณตลอดเลย แล้ววันที่ผมให้ร่มคุณไปนั่นก็ทำให้ผมมั่นใจว่าผมชอบคุณแน่นอน แต่เพราะผมรีบจริงๆแล้วก็คิดว่าคุณคงมีคนรักอยู่แล้ว ผมก็เลยไม่กล้าที่จะทำอะไรมากกว่าแค่คุยกัน..”


บาสพูดเร็วติดกัน แววตาและสีหน้าบ่งบอกได้ว่าคนๆนี้กำลังรู้สึกเขินอายที่ได้พูดความในใจออกไป เช่นกัน ซินมองใบหน้าบาสชัดๆ รอยยิ้มอายๆของคนตรงหน้านี่ทำให้ซินรู้สึกหวั่นไหวมากยิ่งขึ้น


                            ไม่คาดคิดจริงๆ






Tell me anything you want to do,

anywhere you want to go



“บาส อยากทำอะไรมากที่สุดในตอนนี้?”


ตัดสินใจแล้ว...


“ผม..อยากให้คุณครอบครองเพียงคนเดียว..”


แม้จะต้องโดนหาว่าโรคจิตก็ตาม


“เอาสิ..ที่ไหนดีล่ะ ฮึ?”


บาสไม่ตอบ แต่บาสใช้อ้อมแขนคว้าตัวเราเข้าไปแล้วพาเดินไปที่ยังห้องพักของเขา..


แสงอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าแล้ว แต่คิดว่าคงไม่ได้ดูมันแล้ว


Get away from everyone,

Padapadapada in the sun


    “บ..บาส... ช..ช้าหน่อย อึก...”


    “.ซิน.. บาส... บาสรักซินนะ..”

   

    “อื้อ.. ซิน...ซินก็รักบาส..อะ.. อ๊า...”



have some fun.

.
    .
    .

Just let it go, now I know

You need a little time before you make your move


 หลังจากเช้าเมื่อวาน.. ที่เรากับบาส..เอ่อ.. นั่นล่ะ กัน ตลอดเวลาที่เราอยู่ที่ทะเลนั้น เรากับบาสจำเป็นต้องทำเป็นเหมือนเพื่อนข้างห้องธรรมดา

เหตุผล คือบาสเป็นถึงบุคคลสำคัญคนหนึ่งของบริษัท จะให้มามีข่าวซุบซิบเรื่องกิ๊กกับกราฟฟิคดีไซเนอร์ไม่มีชื่อเสียงก็ใช่ เรื่อง แถมยังเป็นผู้ชายอีก

ซึ่งเราก็เข้าใจว่าเพราะอะไรถึงต้องทำแบบนี้ แต่ก็ไม่เป็นไร เราเชื่อว่าความรู้สึกเราสองคนไม่มีวันเปลี่ยนไปแน่ๆ


But I'm patient baby,

for when you are ready


ถึง วันที่ต้องกลับกรุงเทพ น้องแป้งที่ตอนมานั่งกับเรา เธออาสาสลับที่กับบาสให้บาสมานั่งข้างเรา ไม่รู้เพราะอะไร ทำไมเธอถึงทำแบบนี้ เซนส์ของผู้หญิงนี่น่ากลัวจริงๆ เรามองตามน้องแป้งไป บาสนั่งอยู่กับผู้ชายคนนึง เราว่าเค้าหน้าตาคุ้นๆนะ เหมือนบาสเลย เหมือนเคยเจอกันด้วย.. แต่เราก็ไม่สนใจแล้วมองน้องแป้งต่อ เราอ่านปากได้ลางๆประมาณว่าพี่ซินเมารถเลยต้องนั่งริม แล้วแป้งก็เมารถเหมือนกันเลยขอนั่งตรงนี้


              จริงๆที่นั่งในรถก็มีว่างอีกเยอะ เราหันกลับมามองเบาะด้านหน้าอีกที คิดว่าบาสคงไม่มานั่งตรงนี้หรอก ก็ลูกทีมเค้าอยู่กันเยอะจะตายไป

              แต่ถ้าไม่มานั่งเราก็ไม่ว่าอะไรนะ ไว้กลับถึงคอนโดแล้วค่อยคุยกันก็ยังได้

                            เพียงแค่คิด...

“ผมขอนั่งด้วยนะครับคุณซิน”


“เชิญครับผม”


So come, share my world.



“บาส เราจะบอกอีกครั้งนะว่าเราโลกส่วนตัวสูง..”


“ครับ?”


“ก็..ถ้าไม่ใช่่คนที่เรารักจริงๆ เราจะไม่บอกหรอกนะว่าเรารัก”


ซินก้มหน้างุด มือเรียวทั้งสองข้างกุมไอโฟนสีขาวไว้แน่นด้วยความเขินอาย บาสยิ้มแล้วก้มมองใบหน้าที่ชึ้นสีแดงระเรื่อ


Oh don't you know, now I'm yours.


“บาสรู้ใช่มั้ย ว่าเราเป็นของบาสแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์..”


“ทำไมจะไม่รู้ ก็เช้าวันนั้น..โอ๊ย ตีผมทำไมเนี่ย ฮ่าๆ”


“อย่าพูดเรื่องนี้ในที่สาธารณะ โอเค๊?”


I'd give you all the time, my lovin' heart and soul

   
              “คุณซินให้ความรักผมมา ผมก็ให้ความรักกับคุณซินไป ให้หมดทุกอย่างแล้ว รักษาดีๆด้วยนะครับ”

So what I'm thinking baby, whenever you are ready


“บาสให้เรามา ถ้าเราไม่รักษาไว้จะให้แมวเรารักษาให้รึไง”


Just be right here beside me

so we can finally be who we are


“คุณจะรักษาไว้หรือให้ใครรักษาก็แล้วแต่คุณนะ แต่ผมอยากบอกคุณแค่ว่า เวลาอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องกลัวว่าใครจะว่าอะไรคุณหรอก อีกอย่างนะ คนทั้งแผนกผมรู้หมดแล้วว่าผมชอบผู้ชาย”

“โกหก”

“โกหกแล้วได้ตังค์ ป่านนี้ผมรวยไปละ”

“ล้อเล่นน่ะ จะเชื่อบาสก็ได้ อ๊ะ แล้วก็ เรียกว่าซินเฉยๆก็พอ มีคุณข้างหน้าแล้วมันดูห่างเหินยังไงก็ไม่รู้”

“ได้เลยครับ..ซิน อืม ไม่ชินปากเลยแฮะ..”

“งั้นก็เรียกบ่อยๆสิ เราอยู่ห้องคนเดียวนะ มาเรียกเราบ่อยๆก็ได้”


เราสองคนนั้งคุยกันอย่างสนิทสนมด้วยกันตลอดทาง รอยยิ้มจริงใจของบาสทำให้เราหวั่นไหว และบาสก็บอกด้วยว่ารยยิ้มของเราทำให้บาสละลายได้เหมือนกัน


ระหว่างทางที่รถเดินทางกลับ มีช่วงที่ฝนตกแล้วรถติด อากาศก็เย็น เราเผลอหลับแล้วซบไหล่บาสไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป


No more hesitation, no more endless waiting.

Spend all our time a world apart.

We should be together. Times only get better

Come on, now please don't break my heart.


บาสตัดสินใจให้เราย้ายไปอยู่ห้องเดียวกัน จะได้ลดค่าใช้จ่ายและจะได้มีเวลาเจอกันทุกวัน เราสองคนต่างใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย อะไรที่เคยเป็นของซินอย่างเดียวก็กลายเป็นของบาสด้วย อะไรที่เป็นของบาสอย่างเดียวก็กลายเป็นของซินด้วย


“บาส ถามไรหน่อยดิ”


“ว่าไง?”


“ถ้าวันนึงบาสชอบผู้หญิงจริงๆขึ้นมาแล้วไม่ชอบซิน ซินจะทำยังไงดีอะ?”


“คุณนี่ ถามอะไรอย่างนั้น ผมรักซินคนเดียวนะ”


ว่าแล้วก็จูบเข้าที่หน้าผากมนหนึ่งครั้ง กิริยาแบบนี้หลายคนบอกว่ามีพิรุธ แต่ซินรู้ว่าสิ่งที่บาสพูดนั้นเป็นเรื่องจริง


“สัญญานะ? ว่าจะอยู่กับซินตลอดไป” ซินยกนิ้วก้อยขึ้นมาจ่อตรงหน้าบาส


“ผมไม่สัญญาหรอก เพราะผมว่าทุกวันนี้พวกเราก็รักกันดีอยู่แล้ว ถ้าวันนี้เราไม่รักกัน อนาคตเราจะรักกันได้ยังไง” รอยยิ้มบ้องแบ๊วระบายเต็มใบหน้าคม ซินยิ้มแล้วขำในกิริยานั้นทันที


“นั่นสินะ รักกันยังไงให้ดีกว่านิรันดร์ บาสเอามาจากเพลงๆนึงชัดๆ พ่อคนขี้ก็อปเอ๊ยยย”


End.


   



แถม

              “บาส ถามหน่อย”
              “หือ?”
              “ผู้ชายคนที่นั่งข้างบาสบนรถตอนกำลังจะกลับนั่นใครอะ?”
              “อ้อ... นัทอะเหรอ? นั่นน้องชายบาสเอง มันเป็นนักดนตรีในค่ายนั่นแหละ”
              “อ๋อ.. ถึงว่า ทำไมหน้าเหมือนกันจัง”
              “มีรูปคู่เก็บไว้อยู่นะ เดี๋ยวเปิดให้ดู”

   


    “เป็นไง? ดูยังไงบาสก็หล่อกว่า เนอะ”

    End (ของจริง)

Special Thx
    พี่เก๋ ที่แปลเพลงนี้มา
    พี่ไอวิช ที่บอกว่าชอบซองฟิคเรื่องฟีเวอร์ ทำให้ยูมีกำลังมากๆเลยนะ ><
    และทุกๆคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ค่ะ

    ขอบคุณมากนะคะ ><

Fiction : The Love of Flood in SIAM Episode 01

posted on 04 Nov 2011 02:18 by yusayo1994 in FicTion

แต่งอย่างโฮกๆ เพราะพี่เอรุเขียนจดหมายจากพี่กรุงถึงพี่ดิน

วันนี้เอาลงแค่ตอนแรกพอ แชร์ได้นะฮะ แต่อย่าตัดเครดิตออกก็พอ 555

(ถ้าจะก็อปไปลง ให้ใส่เครดิตชัดๆว่าจาก DoubleYuu และต้องไม่แอบอ้างด้วยนะฮะว่าแต่งเอง)

^

^

^

รู้หรอกไม่มีใครเอาไปไหนหรอก แต่กันไว้ดีกว่าแก้น่ะ :3

 

ขอบคุณพี่เอรุสำหรับจดหมายจากพี่กรุงถึงพี่ดิน

ขอบคุณพี่จิ๊บที่ช่วยแก้คำผิดนะคะ >

 

...........................

 

            ถึงคุณดิน

 

            ผมรู้ว่าคุณไม่ใช่คนที่พูดเยอะสักเท่าไร และก็รู้ว่าหลังๆ มานี้คุณก็ต้องเหนื่อยกับปัญหา(ของผม)และฝืนที่จะยิ้มออกมา ผมรู้สึกผิดจริงๆ ที่ต้องทำให้คุณลำบาก ..คุณยอมอดทนและปฎิบัติกับผมอ

ย่างจริงใจ ผมขอบคุณคุณดินจริงๆ

 

            ..และขอโทษที่ตัวผมมันช่างอ่อนแอ และโง่เขลาที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้..

 

            จากนายกรุง

 

            …….

 

 

            “เฮ้อ..” เสียงถอดหายใจด้วยความหน่ายใจของร่างสูงเจ้าของผมสีน้ำตาลเข้ม กระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่อยู่ในมือถุกวางทิ้งลงบนโต๊ะอย่างไม่แยแส คิ้วเข้มขมวดน้อยๆด้วยความไม่พอใจ

 

            ...จะให้พูดซักกี่ครั้งกันนะว่าไม่ได้รบกวนอะไรชั้นหรอกน่ะ 

 

            ทันทีที่ความคิดนั้นขึ้นสมอง เจ้าของผมสีน้ำตาลเข้มก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ หมายจะเดินไปยังห้องๆหนึ่งของบ้าน

            ....ห้องเล็กๆของเจ้าของลายมือบนกระดาษโน้ตที่เขาอ่านเมื่อครู่

 

 

            “กรุง ขอเข้าไปนะ” ดินเคาะประตูพลางตะโกนถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วก็รู้ว่าหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย ดินยืนเคาะประตูอยู่ชั่วครู่ ประตูห้องก็ค่อยๆเปิดออก ร่างสูงผลักประตูนั้นเข้าไปทันที

            “อ...คุณดิน..มีธุระอะไรกับผมรึปล่าวฮะ?” เสียงพูดด้วยความเกรงใจจากเจ้าของร่างเล็กผู้มีใบหน้าสละสลวย เสียดายเพียงแค่บนใบหน้านั้นถูกบดบังด้วยแว่นสายตาจึงทำให้เห็นใบหน้าไม่ชัดเจน เรือนผมสีดำขลับเงางามยิ่งกว่าใคร ที่เขาต้องอยู่แต่ในห้องในช่วงนี้เป็นเพราะเขากำลังหลบหน้าใครบางคนอยู่

 

 

          ..คนที่ไม่ว่ายังไงดินก็ไม่ยอมที่จะให้เข้าใกล้เด็ดขาด 

 

 

            ดินหย่อนตัวนั่งลงบนเตียงนุ่มสีขาวสะอาด ถอนหายใจอีกรอบแล้วเงยหน้าขึ้นจ้องมองใบหน้าหวานนั้นด้วยสายตาที่เดาไม่ออกมากำลังคิดอะไรอยู่ กรุงที่ไม่เข้าใจถึงสถานการณ์ตอนนี้จึงได้แต่ยืนงงอยู่หน้าประตู

 

 

            “โน้ตที่เขียนมาให้อ่าน..ฉันได้อ่านแล้วนะ” ในที่สุดบรรยากาศกดดันก็ถูกทำลายโดยเสียงของผู้มาเมื่อครู่

            “ครับ.....”

 

            “ฉันเคยบอกแล้วไม่ใช่รึไง..ว่าไม่ต้องคิดมากน่ะ”

            “แต่..คุณดินต้องบาดเจ็บเพราะผมมาหลายครั้งแล้ว...”

 

            “ไม่เป็นไรหรอก..” ผู้มาใหม่ยิ้มให้กับร่างบางที่ยืนเกร็งอยู่ที่เดิมตั้งแต่เมื่อครู่ ลอบถอนหายใจเบาๆแล้วใช้มือตบที่นั่งบนเตียงสองที เป็นเชิงว่าให้มานั่งด้วยกันซึ่งกรุงก็ยอมทำตามที่ดินขอ ใบหน้าหล่อคมมองตามร่างเล็กตั้งแต่ยืนอยู่หน้าประตูจนมานั่งข้างๆเขา มือข้างที่ตบที่นอนเมื่อครู่ยกขึ้นแล้วจับเข้าที่ไหล่บาง ดึงตัวเข้ามาใกล้ๆ ส่งผลให้ศีรษะเล็กๆนั่นซบเข้ากับไหล่ใหญ่ของดินพอดี

 

 

 

            “ไม่ต้องเกรงใจหรือคิดอะไรมาก ที่ฉันทำไปทั้งหมดนี่ก็เพราะปกป้องนายทั้งนั้น..” มือที่จับไหล่เมมื่อครู่ย้ายขึ้นมาไว้บนหัว ลูบขึ้นลูบลงราวกับปลอบประโลมเด็กน้อยที่โดนพ่อดุมา

            “ครับ..” ศีรษะเล็กที่ถูกลูบเมื่อครู่ค่อยๆเอนซบลงกับไหล่ใหญ่เป็นเชิงขอบคุณ ดวงตาภายใต้แว่นเหม่อลอยมองพื้น แม้จะได้ยินคำปลอบประโลมจากคนที่กำลังดูแลการใช้ชีวิตอยู่กับหูตัวเอง แต่ความกังวลใจก็ยังไม่หายไป

 

 

 

            กรุงขยับตัวออกมาจากอ้อมแขนของดิน เพ่งมองรอยแผลเป็นบริเวณหัวคิ้วและลำคออย่างรู้สึกผิด มือบางเลื่อนไปจับรอยแผลเก่าแถวๆคิ้ว ลูบมันเบาๆช้าๆราวกับกลัวว่าเจ้าของแผลนี้จะเกิดเจ็บขึ้นมาอีกครั้ง นี่บังไม่รวมกับรอยแผลใหม่บริเวณปากที่พึ่งได้มาสดๆร้อนๆเมื่อเช้านี้อีก

            ดินยิ้มรับเมื่อเห็นท่าทีเป็นกังวลของกรุง สัมผัสเบาๆนี้ทำให้ความหงุดหงิดเมื่อครู่หายไปในทันที

 

 

            จริงๆแล้วกรุงควรจะออกไปเดินเที่ยวเล่นกับดินอย่างสบายใจ หรือไปร้านค้าของเซ็น***เพื่อพบกับเพื่อนคนอื่นๆ แต่เพราะช่วงนี้มีเรื่องที่ไม่พึงใจเกิดขึ้น

            ผู้หญิงที่เคยเป็นอดีตของกรุงกำลังกลับมาทวงคืนความรักเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น แปลกดีที่เมื่อก่อนเธอคนนั้นมีนิสัยอ่อนหวานราวกับนางฟ้ามาโปรด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นสายธารที่ไหลเข้ามาเร็วเสียจนตั้งตัวไม่ทัน พาลทำให้ร่างกายของกรุงแย่ลงทุกครั้งที่ได้พบกับผู้หญิงคนนั้น ทางผู้ใหญ่ของกรุงจึงต้องเร่งหาคนที่จะมาป้องกันไม่ให้กรุงต้องเจอกัน ..คือการจ้างดินและทรายมาช่วยกันน้ำไม่ให้เข้าใกล้กรุงอีก

 

 

 

 

 

            ติ๊ง...ต่อง....

 

 

            “ชิ...ไม่เลิกไม่ราจริง..” ร่างสูงจำเป็นต้องเดินออกจากห้องเล็กนั้นอย่างเสียดาย ดินเดินทำท่าฟึดฟัดออกไปจนถึงรั้วหน้าบ้าน และก็คิดไว้ไม่ผิดคนที่มาเยือนอยู่หน้าบ้านนั้น...

 

            ……ยัยน้ำ!!!!!!!!

 

 

To be Continued

 

 

***เซ็น - ห้างเซ็นเทรัลเวิร์ลไงฮะ 555

ไม่ได้อัพ category HBD นานแค่ไหนแล้วเนี่ย.....
 
วันนี้วันพิเศษ วันที่ใครบางคนเกิดมาบนโลกนี้
 
 
ไม่เคยพบไม่เคยเจอคนที่ทำให้เป๊ะทุกอย่างขนานี้ วาดรูปก็เก่ง เสียงก็เพราะ จินตนาการเป็นเลิศ เป็นที่รักของทุกคนด้วย..
 
 
ยังคงอัพยูทูบไม่เป็น จิ้มไปดูละกันนะฮะ
 
 
 
ขอบคุณที่เป็นแรงบันดาลใจมาตลอดนะคะ..ถ้าไม่มีพี่ ยูก็คงวาดรูปคนผมยาวไม่เป็น เล่นกีตาร์ไม่เป็น (เอ่อะ อันนี้ควรขอบคุณพี่นัทสิ 5555)